ศรศักดิ์ สมวัฒนา ผู้ปฏิวัติที่อยู่อาศัยให้เป็นมากกว่า ปัจจัย 4

ช่องทางอื่น ๆ

23/09/2019

ในเศรษฐกิจแบบนี้หลายคนกังวลว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะ ‘รุ่ง’ หรือ ‘ร่วง’ เพราะการแข่งขันสูงและคนมีกำลังซื้อน้อยลง แต่ดูเหมือนว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury ของ บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD กลับทำรายได้เติบโตสวนกระแสความกังวลเหล่านั้นด้วยการพลิกโฉมโมเดลการอยู่อาศัยแบบ ‘Living Revolution’

เนอวานา ไดอิ โดดเด่นจากการเป็นผู้นำด้านการออกแบบบ้านสไตล์ Natural Modern ที่แม้เวลาจะล่วงเลยไปเป็นสิบปี บ้านก็ยังสวยหรู โดยมีกระบวนการที่ผ่านการตกผลึกทางความคิดของ ‘ศรศักดิ์ สมวัฒนา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ จากแต่ก่อนที่กำลังไปได้สวยในสถาบันการเงินระดับประเทศ เขากลับท้าทายความสามารถของตัวเองด้วยการวิ่งตามความฝันบนเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ จนประสบความสำเร็จ อะไรทำให้การตัดสินใจของ ศรศักดิ์ ในครั้งนั้นไม่เพียงแค่พลิกโฉมชีวิตส่วนตัว แต่ยังพลิกโฉมการอยู่อาศัยในไทยให้เป็นมากกว่าความต้องการขั้นพื้นฐาน

GM ไม่เพียงต้องการหาคำตอบว่า การสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์นามว่า เนอวานา ไดอิ ให้ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ของวงการนี้ ศรศักดิ์ทำได้อย่างไร แต่ GM จะชวนคุยถึงชีวิตส่วนตัว และมุมมองความคิดต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุคนี้ รวมถึงหาคำตอบให้เห็นไปเลยว่า ทำไมคำว่า ‘ปฏิวัติการอยู่อาศัย’ ของเนอวานา ไดอิ จึงไม่ไกลเกินไปจากความเป็นจริง

จากนักการเงินสู่เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆของไทย 

เส้นทางการทำงานของศรศักดิ์ เริ่มขึ้นหลังจบการศึกษาปริญญาโท Master of Science in Finance from University of Colorado at Denver ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์ด้านการเงิน และอสังหาริมทรัพย์จากองค์กรชั้นนำระดับประเทศมาอย่างเชี่ยวชาญ แต่แล้วในปี พ.ศ. 2548 เขาก็ตัดสินใจทิ้งสายอาชีพนั้น แล้วออกมานับหนึ่งใหม่กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองในนาม บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 

หลังใช้เวลาไม่นาน เนอวานาก็มีชื่อเสียงและความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ร่วมทุนกับ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และร่วมมือกับผู้ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน และจำหน่าย Home Product ชื่อดังอย่าง บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก่อนจะเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ จนกลายเป็น ‘บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน)’ ในปัจจุบัน  GM เริ่มเปิดบทสนทนากับศรศักดิ์ด้วยการตั้งคำถามว่า เพราะอะไร ผู้ที่คลุกคลีกับงานด้านการเงินมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนถึงชีวิตการทำงาน ถึงได้ตัดสินใจก้าวเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่งานทางด้านการเงินของเขากำลังไปได้สวย 
“คนเราทำงานอะไรสักอย่างแล้วประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมองหาสิ่งใหม่ให้กับตัวเอง ประกอบกับช่วงเวลานั้นผมได้รับแรงบันดาลใจจากการทำงานกับผู้บริหารหลายคน ที่ผมเคยให้คำปรึกษาเขามาหลายๆ เรื่องจนทำให้เกิดความคิดว่า เราเองก็น่าจะทำได้อย่างเขา นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความอยากลองขึ้นมา ว่าถ้าหากทำเอง เราจะทำได้ดีกว่าเขาไหม หรือว่าอุปสรรคที่คนอื่นเขาเผชิญ เราจะข้ามผ่านมันไปได้หรือเปล่า ซึ่งถ้าลองมาทำแล้วมันไม่ใช่ทางของเราก็สามารถหันหลังกลับไปทำอาชีพเดิมได้ แต่ถ้าเราลงมือทำ อย่างน้อยชีวิตในอนาคต ผมก็ไม่ต้องมาตอบคำถามตัวเองแล้วว่า ทำไมวันนั้นเราไม่กล้าที่จะออกเรือไปดูว่าชีวิตจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เพียบพร้อมเหมือนตอนทำงานด้านการเงิน 

 

“เวลาที่อยู่องค์กรการเงิน ทุกอย่างดูพร้อมไปหมด เพราะเราอยู่ในบริษัทใหญ่ การทำงานก็ง่ายไปในระดับหนึ่งแต่เมื่อต้องมาเป็นเจ้าของบริษัท มันมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง 

แล้วต้องเก่งหลายด้าน หรือถ้าไม่เก่งก็ต้องทำตัวให้เก่งให้ได้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกที่ได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเราเห็นแววตาของคนที่เขาเข้ามาดูบ้านเรา แล้วเขามีความสุข 
จุดนั้นมันเป็นอะไรที่มากกว่าอัตราผลตอบแทนทางการลงทุนอื่นๆ ที่นักการเงินคนหนึ่งจะคิดออก”

ศรศักดิ์เล่าให้เราฟังว่า สมัยยังเป็นนักศึกษาเขาเคยมีโอกาสได้เข้าไปทำงานเป็นฝ่ายขายให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งของไทยมาก่อน นั่นเป็นอีกจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองว่า แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นธุรกิจที่เหนื่อย แต่ว่าก็มีเสน่ห์ไปพร้อมกัน เพราะสำหรับเขา ไม่ว่าเราจะเป็นคนจนหรือเป็นคนรวย บ้านก็ยังเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ที่ผู้คนต้องการหาเป็นของขวัญให้กับตัวเองอยู่เสมอ 
แต่โลกของการทำธุรกิจ เมื่อได้เข้ามาเป็นผู้บริหารเขาก็ได้รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่ใจคิด เพราะการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยต้องสามารถบริหารจัดการได้อย่างครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาทรัพยากร การออกแบบ การผลิต การจำหน่าย การบริการ จนถึงการรับประกันหลังการขายที่ต้องบริหารจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับมองว่าเป็นความสนุกที่ได้ใช้ความสามารถในหลายๆ ด้านเพื่อมาจัดการสิ่งเหล่านี้  “ด้วยความที่พื้นเพของผมเป็นคนทำงานการเงินด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ผมจึงรู้เทคนิคด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงความรู้ด้านการหาเงินและการลงทุนทั้งหลาย ซึ่งก็เรียกว่าได้เปรียบคนอื่นตรงนั้นนิดหน่อย แต่แท้จริงตลอดระยะเวลาการทำงานเป็นสิบปี ที่อยู่กับวงการนั้นมาผมได้รับฟังประสบการณ์ทำงานของผู้บริหารมามาก ผมก็เอาประสบการณ์ตรงนั้นมาประมวลและวางกลยุทธ์ในธุรกิจของตัวเอง”

บนเส้นทางนี้ไม่ได้มีแค่เราเพียงลำพัง 

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ก่อตั้งบริษัทมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้เนอวานาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ท่ามกลางคู่แข่งเบอร์ใหญ่เจ้าอื่น เกิดจากกระบวนการทำงานที่เนอวานาชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร และรู้ว่าต้องตอบสนองความต้องการเหล่านั้นอย่างไร 
“คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มทำธุรกิจก่อน ขั้นตอนถัดไปจึงค่อยไปหาลูกค้า แต่ผมหาลูกค้าก่อนจึงค่อยเริ่มธุรกิจ เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเนอวานาจึงแม่นยำ เเน่นอนว่าความท้าทายอย่างหนึ่งก็คือคู่แข่งที่หวังจะเข้ามาจับตลาดกลุ่มเป้าหมายนี้เช่นกัน เมื่อลูกค้ามีทางเลือก เราก็ต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจด้วยส่วนหนึ่ง ว่าสิ่งที่เราทำให้ต่างจากคนอื่นอย่างไร เช่น บ้านเนอวานาราคาอาจจะสูงหน่อย แต่เราวิเคราะห์กันมาเรียบร้อยแล้วว่า ทำเลติดถนนใหญ่ สามารถเจริญเติบโตได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นทำเลที่ดีจึงเป็นต้นทุนที่สูง แม้ช่วงหลังมานี้สงครามของข้อมูลข่าวสารจะเพิ่มขึ้น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้สินค้าเนอวานายังสามารถขายได้ ก็เพราะมีคนใช้แล้วบอกต่อว่าเราให้ความสำคัญกับลูกค้าจริงๆ”ตรงนี้เองที่กลายมาเป็นจุดแข็งสำคัญ แต่ที่มากกว่านั้นคือการสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าทุกโครงการแบบคงเส้นคงวา แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี หมู่บ้านที่เคยสร้างผลงานไว้ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็ยังดูทันสมัย อันเป็นผลพวงมาจากการออกแบบ
ที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยพิจารณาจากประสบการณ์ของลูกค้าเป็นสำคัญ  “จุดเด่นของบ้านแบบเนอวานา คือการเอาประสบการณ์ลูกค้าหลายๆ คนมาประมวลผลเพื่อให้ได้บ้านหนึ่งแบบ ถึงแม้หลายคนจะไปจ้างสถาปนิกออกแบบ แต่เมื่อออกแบบมาก็ไม่ตรงใจเขา เหมือนถามว่าอยากได้บ้านยังไง คุณก็อาจจะยังนึกไม่ออก คุณบอกได้แค่ฟังก์ชัน แต่บอกความรู้สึกไม่ได้ ในทางกลับกัน การได้มาเห็นบ้านแบบนี้เเล้วมันใช่ คือจบเลย เพราะฉะนั้นบางอย่างที่ไม่ควรทำ หรือหลายๆ อย่างที่มันไม่เวิร์ก เนอวานาจะรู้ได้จากผลตอบรับของลูกค้า แล้วนำกลับมาพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ มันจึงเป็นการออกแบบที่เราพิสูจน์มาแล้วว่าดีจริง”

พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป อสังหาฯ ต้องปรับตาม 

ทุกวันนี้ราคาที่อยู่อาศัยซึ่งเคยเอื้อมถึงในรุ่นพ่อรุ่นแม่ ทะยานขึ้นไปสูงชนิดที่ว่าคนยุคนี้เริ่มหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ซื้อบ้านก่อนซื้อรถ’ ยังใช้ได้อยู่ไหม ในเมื่อมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลางไม่มีกำลังพอจะซื้อไหว ถึงแม้เนอวานาจะเลือกจับกลุ่มลูกค้าตลาดบนที่มีกำลังซื้อสูง แต่ศรศักดิ์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า บ้านเป็นสินค้าที่ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้ว คนก็ต้องการหามาครอบครองมากที่สุด เพราะบ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่บ้านคือความภาคภูมิใจในชีวิตของเรา
“หากพูดถึงผู้คนในกรุงเทพฯ การใช้ชีวิตโดยไม่มีรถมันลำบากจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องของบ้าน ผมคิดว่าพฤติกรรมตรงส่วนนั้นไม่ได้เข้ามาเป็นปัญหากับการซื้อ ถึงแม้บ้านเราเป็นวัฒนธรรมเอเชีย ไม่มีบ้าน อย่างน้อยเรามีบ้านพ่อแม่ที่สามารถอยู่อาศัยได้ ก็เลยอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องซื้อบ้านมากนัก เเต่หากวันหนึ่งคนมองบ้านเปลี่ยนไป กลายเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย หรือเป็นมากกว่าปัจจัย 4 แต่เป็นเรื่องของความภูมิใจในชีวิต เมื่อนั้นบ้านจะไม่ใช่แค่สินค้าธรรมดา อีกเรื่องก็คือเป็นการลงทุน ถ้าวันหนึ่งเรามีเงินเหลือที่จะลงทุนอะไรได้ การลงทุนที่อยู่อาศัยก็เป็นทางเลือกที่ดี จริงอยู่ที่วัยรุ่นสมัยนี้ซื้อบ้านน้อยลง แต่ก็มีวัยรุ่นบางคนที่มองว่ามันคือการลงทุนที่ดีกว่าจ่ายค่าเช่าที่หายไปทุกวัน” 


ทั้งนี้ ศรศักดิ์ยังมองว่าเทรนด์การอยู่อาศัยยุคนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์เป็นสำคัญ บ้านจึงต้องสวย ฟังก์ชันต้องครบ ตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงความเจริญได้ง่าย และที่สำคัญจะต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้ครบทุกวัย เพราะการซื้อบ้านเป็นการลงทุนในระยะยาวไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานมากกว่าการซื้อคอนโดมิเนียมซึ่งพิจารณาความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นปัจจัยแรกๆ  “หากจะทำบ้านให้ตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยของคนยุคนี้ได้ ต้องคำนึง 2 องค์ประกอบด้วยกัน มุมแรกคือการออกแบบ เดี๋ยวนี้คนมองหาบ้านที่สวย เนอวานาจึงพยายามทำให้บ้านสวย อยู่แล้วเหมือนได้ไปพักตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่ผมเชื่อว่าคนเรามองหาบ้านที่มองแล้วให้ความรู้สึกดีด้วย นอกจากความสวยงามจึงต้องมีองค์ประกอบอื่น อย่างแรกเลยคือ สไตล์ เนอวานาจึงเลือกทำสไตล์ Natural Modern เพราะเรามองว่าบ้านที่เรียบ สวยได้สัดส่วน จะมีความเหนือกาลเวลาพอสมควร ในขณะที่เทียบกันกับบ้านที่มีสไตล์อย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย คนเจเนอเรชันนี้อาจจะชอบ แต่เจเนอเรชันลูกอาจจะไม่ชอบก็ได้ ถึงเวลานั้นก็ต้องขายเพื่อเปลี่ยนบ้านทีหลัง เราจึงพยายามทำบ้านที่สามารถใช้กันไปได้ยาวๆ ด้วยการออกแบบ Universal Design ที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน “บ้านของเราจึงเป็นบ้านที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทุกเจเนอเรชัน เพราะเราทำห้องนอนทุกห้องให้ใหญ่เสมือนทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน โดยมีห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ไว้ด้านล่างมีทางเข้าจากข้างนอกแยกให้พวกท่าน ทุกฟังก์ชันถูกออกแบบเป็นพิเศษที่สามารถนำวีลแชร์เข้าไปได้ แล้วเราก็ยก Living Room ไปไว้ชั้น 2 โดยที่แขกสามารถเข้าบ้านได้ที่ชั้น 2 เลยจะได้ไม่เป็นการรบกวนพวกท่าน และในยุคปัจจุบันที่เกิดการเชื่อมต่อโลกอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา การออกแบบและวางระบบในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนั้นการอยู่อาศัยต้องมองว่า ใครเป็นคนอยู่ อยู่ตอนช่วงอายุไหน ซึ่งต้องวิเคราะห์พฤติกรรมของแต่ละคนเลยทีเดียว แต่เราก็พยายามที่จะออกแบบให้ครอบคลุมทั้งหมด” 

Living Revolution พลิกโฉมการอยู่อาศัยให้เป็นมากกว่าปัจจัย 4

จากการที่เนอวานาได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในตลาดระดับบนมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ จนกระทั่งเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องรูปแบบบ้านหรือไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ ปีนี้เนอวานาจึงขอท้าทายตัวเองมากกว่านั้นด้วยการพลิกโฉมการอยู่อาศัยแบบเดิมภายใต้แนวคิด Living Revolution ที่ต้องการสร้างสรรค์การอยู่อาศัยแบบใหม่โดยมุ่งเน้นการออกแบบบ้านสไตล์ Natural Modern ที่ตอบโจทย์กับเทรนด์การอยู่อาศัยของคนยุคนี้มากที่สุด 
“Natural Modern คือการออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนไทย เพราะเราพยายามที่จะดึงธรรมชาติเข้ามาใช้ในบ้านให้มากที่สุด ถ้าสังเกตจะเห็นว่าบ้านเนอวานา BEYOND พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา ถูกออกแบบอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต เราให้ความสำคัญอย่างมากกับประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกค้า ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต ความปลอดภัย ตลอดจนสุขภาพของผู้อยู่อาศัย เรามีระบบ Air Control System ที่ช่วยปรับสมดุลสภาพอากาศภายในบ้านเพื่อลดการเกิดฝุ่นละอองที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ และบ้านเนอวานาจะมีช่องเปิดเยอะเพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาในมุม
ที่เหมาะสม ทั้งยังเพื่อให้สามารถรับลมหรือระบายอากาศได้ดีเหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทย บ้านเราจึงเป็นบ้านที่เย็นไม่เก็บความร้อนในสไตล์ Natural Modern
“นอกจากนั้นเรายังเอาแนวคิดเรื่อง Deconstruction มาใช้ในการออกแบบ คำว่า Deconstruction อธิบายง่ายๆ ก็คือเทคนิคการฉีกรื้อรูปทรงของบ้านเดิมๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากบ้านเนอวานา New Series เป็นบ้านที่ไม่มีเสากลางบ้านเลย ทั้งที่ตัวบ้านยื่นออกมามาก เพราะเรามีเทคโนโลยีก่อสร้างที่เรียกว่า Prestressed Concrete ซึ่งมีความแข็งแรงมากแบบเดียวกับเทคโนโลยีก่อสร้างสะพานหรือรถไฟฟ้า เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องดีไซน์ใหม่ๆ ตรงนี้

“เพราะความเป็นจริง การออกแบบ Deconstruction เป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งออกแบบบ้านให้มีรูปทรง L Shape และ C Shape ยิ่งยาก แต่นั่นก็เป็นความน่าสนใจและไม่จำเจ
ในเวลาเดียวกัน การที่เราเลือกการออกแบบ Deconstruction เหตุผลหนึ่งนอกจากความสวยงาม คือเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งหมู่บ้านต่างๆ จะมีปัญหานี้ ยิ่งถ้าบ้านติดถนน การหันกระจกออกหน้าบ้านมันคือการหัน Living Room ออกถนน “Deconstruction จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมปะทะตรงนั้น บ้านแบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีในการก่อสร้างมาพัฒนา เพื่อให้สินค้าสามารถเป็นแบบที่เราต้องการได้ง่ายขึ้น เราอยากทำบ้านที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ลูกค้าเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความเป็นอิสระ เพราะการทำ Deconstruction มันก็คือการให้อิสระ เราสร้างให้เกิด Inner Court กลางบ้าน ทำให้คนอยู่มีพื้นที่สวนภายในบ้าน สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ทั้งในบ้านเองและนอกบ้าน“คำว่า Living Revolution จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าบ้านขนาดเท่าไหร่ แต่ว่ามันคือเรื่องของรายละเอียดที่เราให้ความสำคัญและสร้างความแตกต่างให้กับเรา เรามองลึกลงไปถึงขั้นที่ว่า มีพื้นที่เก็บรองเท้าเพียงพอไหม มีตู้เสื้อผ้าใหญ่พอหรือเปล่า หรืออยู่แล้วไม่ต้องไปคอยหาบ้านใหม่ทุก 5 ปี 10 ปี ด้วยงานออกแบบที่เลือกแล้วว่าส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้”


นอกจากบ้านสไตล์ Natural Modern จะมีรูปลักษณ์สวยงาม สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ระดับหนึ่งในเรื่องของดีไซน์และฟังก์ชัน แต่วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของศรศักดิ์ ซึ่งไม่เพียงต้องการแค่ออกแบบที่อยู่อาศัย แต่ต้องการออกแบบไปถึงคุณภาพชีวิต ทำให้เกิดโครงการ Township Development หรือโครงการพัฒนาชุมชนการอยู่อาศัยแบบครบวงจรขึ้นมาเพื่อมอบสิ่งที่มีคุณค่าให้ลูกค้าในอีกระดับหนึ่ง  
“เราพยายามจะสร้าง Township Development ที่ภายในหมู่บ้านมีครบทุกสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ฟิตเนส Co-Working Space สปา คลินิก และร้านอาหารที่สามารถนัดเพื่อนมาสังสรรค์หน้าบ้านได้เลย นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่าผู้บริโภคมองหาอยู่ เพราะพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุคนี้พวกเขาอยากอยู่บ้าน แต่ในขณะเดียวกันบ้านก็ต้องปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว รวมถึงบริเวณใกล้ๆ บ้านก็ต้องมีความเจริญทุกอย่างรองรับเขา มันทำให้ชีวิตเขาครบวงจรมากขึ้น เราไม่ได้แค่เปิดหมู่บ้านขาย เราอยากสร้างการปฏิวัติที่ต่างไปจากเดิม Living Revolution จึงหมายถึงการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ที่สะดวกสบายทั้งองค์ประกอบของโครงการ บวกกับดีไซน์ของบ้านที่ตอบโจทย์ตัวเองและคนในครอบครัว” 

การอยู่อาศัยในอนาคต 

แม้อนาคตจะเป็นเรื่องคาดเดาได้ยากว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางไหน เเต่ศรศักดิ์เชื่อมั่นว่าบ้านในอนาคตจะไม่ได้เป็นแค่บ้านปกติทั่วไป เขาวางแผนรับมืออนาคตไว้แล้วในระดับหนึ่ง ด้วยการออกแบบที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม 
“เราออกแบบบ้านให้มีช่องเปิดรับแสงที่ทำให้บ้านสว่างและมีการไหลเวียนของอากาศได้ดีขึ้น จึงช่วยให้รู้สึกเย็นสบายและประหยัดพลังงานได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งเรายังคำนึงถึงการเพิ่มพื้นที่ส่วนสีเขียวโดยจะพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านที่มีต้นไม้มากที่สุด ผมมองว่าในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม การสร้างฝุ่นละอองในระยะยาวส่งผลกระทบต่อทุกๆ คน ทั้งในหมู่บ้านของเราเองแล้วก็คนอื่นๆ ด้วย ส่วนการให้ความสำคัญเรื่องพลังงานธรรมชาตินั้น เนอวานามีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้กับพื้นที่ส่วนกลาง ที่สามารถประหยัดค่าส่วนกลางได้อีกทางหนึ่ง และการออกแบบบ้านเราก็คำนึงถึงทิศทางของแดดและลมอย่างเหมาะสม แม้ไม่เปิดแอร์ก็รู้สึกเย็นสบาย
“ผมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการอยู่อาศัยจะเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ผมเชื่อในการทำวันนี้ให้ดีที่สุด สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากตอนนี้จึงเป็นเรื่องของการปฏิวัติที่อยู่อาศัยแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันนอกจากโครงการบ้านแนวราบ เนอวานา BEYOND พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา ที่เราจะทำเป็น Township แล้ว เราก็มีโครงการ เนอวานา BEYOND อุดรธานีที่เราเล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่ตรงนั้นถึงการเข้ามาทำการค้าของประเทศเพื่อนบ้าน “ส่วนของคอนโดมิเนียมเรามีโครงการ The MOST ย่านอิสรภาพที่เปิดขายไปไม่นาน แต่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และโครงการคอนโดมิเนียมระดับ The Ultimate Luxury ‘Banyan Tree Residences Riverside Bangkok’ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลวิวโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมด 11 โครงการด้วยกัน ซึ่งในแต่ละโครงการเรามุ่งเน้นมากกว่าความสะดวกสบาย เพราะเราต้องการสร้างนวัตกรรมที่เป็นอะไรมากกว่านั้นสร้างการปฏิวัติที่อยู่อาศัยให้เป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัยธรรมดา แต่เป็นสวรรค์ของการอยู่อาศัยให้กับเขา” ช่วงเวลาแห่งบทสนทนาไม่กี่ชั่วโมง เราได้เห็นถึงแนวคิดอันลึกซึ้งและมุมมองความกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ แบบไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ของ ศรศักดิ์ สมวัฒนา ผู้สร้างอาณาจักรเนอวานาให้แตกต่างกว่าใครในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ว่าในอนาคตพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้คนจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน เราเชื่อว่า เนอวานา ไดอิ ได้ออกแบบที่อยู่อาศัยมาเพื่อวันนั้นแล้ว วันที่คนรุ่นลูกจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ วันที่คนรุ่นนี้ล่วงเลยไปสู่วัยชรา และวันที่บ้านเป็นมากกว่าแค่ปัจจัย 4 


เพราะบ้านย่อมคือบ่อเกิดความสุขของคนในครอบครัว

Source from www.gmlive.com

 

ข่าวสารน่าสนใจ

Tags ที่เกี่ยวข้อง

ไม่พบ tags ที่เกี่ยวข้อง